รอยเลื่อน

Faulting

รอยเลื่อนแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชั้นหินทำให้หินเกิดการแตก และมวลหินแต่ละด้านของรอยแตก มีการเคลื่อนที่ การจำแนกชนิดของรอยเลื่อนอาศัยลักษณะการเคลื่อนที่ของมวลหินที่อยู่แต่ละด้านของรอยเลื่อน การเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับมุมเท เป็นรอยเลื่อนตามแนวมุมเท (dip-slip fault) มวลของหินแต่ละด้านของรอยเลื่อนนั้น มวลหินที่อยู่ด้านบนของรอยเลื่อนเรียกว่า หินเพดาน (hanging wall) ส่วนมวลหินที่อยู่ใต้รอยเลื่อนเรียกว่า หินพื้น (foot wall)

การจำแนกรอยเลื่อนตามแนวมุมเท อาศัยทิศทางการเคลื่อนที่ของมวลหิน ถ้าหินเพดานมีการเคลื่อนที่ลงเมื่อเทียบกับหินพื้น เรียกรอยเลื่อนปรกติ (normal fault) ซึ่งมักเกิดจากแรงเค้นในแนวดิ่งมากกว่าแรงเค้นในแนวราบ

การเคลื่อนที่ของเปลือกโลกที่เป็นสาเหตุให้เกิดการพื้นผิวถูกดึง อาจเกิดจากชุดของรอยเลื่อนปรกติ ส่วนที่เรียกว่า กราเบน (graben) เป็นโครงสร้างเป็นร่องยาว ที่ล้อมรอบด้วยรอยเลื่อนปรกติ 2 ตัวขนานกัน ซึ่งเกิดจากมวลหินที่เกิดเป็นพื้นของร่องมีการเคลื่อนลงสัมพัทธ์กับมวลหินที่อยู่ด้านข้าง ส่วนที่เรียกว่า ฮอสต์ (horst) เป็นมวลหินยาวเป็นสันที่ล้อมรอบด้วยรอยเลื่อนปรกติ 2 ตัวขนานกัน

มวลหินมีการยกตัวขึ้นสัมพัทธ์กับมวลหินที่อยู่ด้านข้าง รอยเลื่อนตามแนวมุมเทที่มวลหินด้านหินเพดาน มีการเคลื่อนที่ขึ้นเมื่อเทียบกับด้านหินพื้น เรียกว่า รอยเลื่อนย้อนมุมต่ำ (thrust fault) หรือ รอยเลื่อนย้อน (reverse fault) หากค่าของมุมเทมีค่ามากกว่า 45 องศา รอยเลื่อนลักษณะนี้เป็นผลแรงเค้นแบบอัดในแนวราบมีค่ามาก

รอยเลื่อนที่มีการเคลื่อนที่ขนานกับแนววางตัวของรอยเลื่อน เรียกว่า รอยเลื่อนตามแนวระดับ (strike-slip fault หรือ transcurrent fault) การเลื่อนแบบตามแนวระดับ มี 2 ลักษณะคือ การเลื่อนไปทางขวา (right-lateral) หรือ การเลื่อนไปทางซ้าย (left-lateral) ขึ้นอยู่กับมวลหินด้านตรงข้ามของรอยเลื่อน มีการเคลื่อนที่ไปในทิศทางใด