ดาวพฤหัส (Jupiter)

มวล (กิโลกรัม)

มวล (โลก=1)

1.900 x 1027

317.94

รัศมีตามแนวศูนย์สูตร (กิโลเมตร)

รัศมีตามแนวศูนย์สูตร (โลก =1)

71,492

11.209

ความหนาแน่นเฉลี่ย (กรัม/ลูกบาศก์เซ็นติเมตร)

1.33

ระยะห่างเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ (กิโลเมตร)

ระยะห่างเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ (โลก =1)

778,330,000

5.2028

คาบการหมุนรอบตัวเอง (วัน)

0.41354

คาบการหมุนรอบดวงอาทิตย์ (วัน)

4332.71

ความเร็วของการหมุนรอบดวงอาทิตย์เฉลี่ย (กิโลเมตร/วินาที)

13.07

แรงดึงดูดที่พื้นผิวบริเวณศูนย์สูตร (เมตร/วินาที2)

22.88

อุณหภูมิที่พื้นผิวเฉลี่ย (เซลเซียส)

-121

ความดันบรรยากาศ (บาร์)

0.7

ส่วนประกอบของบรรยากาศ  

ไฮโดรเจน

ฮีเลียม

90%

10%

ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นดวงที่ห้า และมีขนาดใหญ่ที่สุด มีมวลเป็นสองเท่าของดาวเคราะห์ทั้งหมดรวมกัน

Jupiter (ในภาษากรีกว่า Zeus) เป็นกษัตริย์ของเทพทั้งปวง ปกครองเขา Olympus

ดาวพฤหัสเป็นวัตถุที่สว่างเป็นอันดับสี่ในท้องฟ้า รองจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวศุกร์ และดาว อังคารในบางครั้ง ดาวพฤหัสเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่ช่วงก่อนประวัติศาสตร์ ต่อมาในปี 1610 ดาวบริวารขนาดใหญ่สี่ดวง คือ Io, Europa, Ganymede และ Callisto (เรียกกันว่า Galilean oons) ซึ่งถูกค้นพบโดย Galileo เป็นการค้นพบที่ทำให้เข้าใจถึงทฤษฎี Copernicus’s heliocentric เป็นสาเหตุให้ Galileo ถูกสอบสวนและให้เพิกถอนความเชื่อดังกล่าวและถูกจองจำในคุกตลอดชีวิต

ดารเคราะห์ซึ่งเป็นกลุ่มก๊าซนี้ ไม่มีพื้นผิวที่เป็นของแข็ง ก๊าซมีความหนาแน่นสูงเมื่อลึกลงไป ดาวพฤหัสประกอบด้วย ไฮโดรเจน 90% ฮีเลียม 10% และร่องรอยของมีเทน น้ำ แอมโมเนีย และ “หิน” ส่วนประกอบเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับส่วนประกอบของเนบิวลาเริ่มแรก

แกนกลางของดาวพฤหัสอาจเป็นหินแข็งซึ่งมีมวลประมาณ 10 ถึง 15 เท่าของมวลของโลก

ส่วนที่หุ้มแกนกลางซึ่งเป็นมวลส่วนใหญ่ของดาวพฤหัส เป็น liquid metallic hydrogen ซึ่งประกอบด้วย ไอออนโปรตรอน และ ไอออนอิเลคตรอน คล้ายกับโครงสร้างภายในของดวงอาทิตย์แต่มีอุณหภูมิต่ำกว่าการที่มีชั้นของไฮโดรเจนที่แตกตัวเป็นอิออนได้ เนื่องจากความกดดันและอุณหภูมิที่มีค่าสูงมากทำให้ไฮโดรเจนไม่สามารถคงสถานะที่เป็นอะตอมอยู่ได้ ไฮโดรเจนที่มีสถานะเป็นของไอออน สามารถนำไฟฟ้าได้และก่อให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้น และชั้นนี้ยังอาจมีฮีเลียมและร่องรอยของน้ำแข็งด้วย

ชั้นนอกสุดประกอบด้วยโมเลกุลของไฮโดรเจนและฮีเลียมที่เป็นของเหลวในชั้นในและก็าซที่ชั้นนอกสุด น้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และโมเลกุลอื่นๆ พบเป็นปริมาณเล็กน้อยในชั้นนี้

ชั้นเมฆ 3 ชั้นที่สังเกตุเห็นได้เชื่อว่าประกอบด้วย แอทโมเนียแข็ง แอมโมเนียมไฮโดรซัลไฟต์ และส้วนผสมของน้ำแข็งและน้ำ จากข้อมูล Galileo probe พบว่าปริมาณน้ำมีน้อยกว่าที่คาดไว้ ซึ่งเคยคาดว่าปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศของดาวพฤหัสควรมีปริมาณเป็น 2 เท่าของปริมาณออกซิเจนที่มีอยู่ในบรรยากาศของดาวอาทิตย์ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีปริมาณออกซิเจนน้อยกว่าของดวงอาทิตย์ และพบความประหลาดที่อุณหภูมิและความหนาแน่นมีค่าสูงของชั้นบรรยากาศชั้นสูงสุด

แถบสีต่างๆที่อยู่ตามแนวเส้นรุ้ง เมฆในบรรยากาศ และลมพายุ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศอยู่ตลอดเวลา รูปแบบของเมฆมีการเปลี่ยนแปลงภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน

ดาวพฤหัสและดาวก๊าซอื่นๆมีความเร็วลมสูงซึ่งสอดคล้องกับแถบที่บริเวณ latitude ทิศทางของลมพัดในทิศทางตรงข้ามกับแถบที่อยู่ข้างเคียง ความแตกต่างในด้านส่วนประกอบทางเคมีและอุณหภูมิเพียงเล็กน้อยระหว่างแถบต่างๆแสดงออกโดยความแตกต่างของสีที่ปรากฏให้เห็นเป็นสัญญลักษณ์ของดาวพฤหัส ความเร็วของลมในบางครั้งอาจมากกว่า 400 ไมล์ต่อชั่วโมง และอาจเพิ่มขึ้นเป็นหลายพันกิโลเมตรในตอนกลางของดาว บรรยากาศของดาวพฤหัสมีความแปรปรวนมาก บ่งบอกให้เห็นว่าการเคลื่อนที่ของลมเกิดจากการเคลื่อนที่ของความร้อนภายในมากกว่าที่เกิดจากความร้อนที่ได้จากดวงอาทิตย์เช่นที่เกิดกับโลก

จุดแดงยักษ์ (the great red spot) สังเกตเห็นได้จากพื้นโลกเมื่อกว่า 300 ปีที่ผ่านมา มีลักษณะเป็นวงรีขนาด 12,000 x 25,000 กิโลเมตร มีทิศทางการหมุนตามเข็มนาฬิกา การศึกษาโดยใช้อินฟราเรดและการเคลื่อนที่บ่งบอกว่าจุดแดงยักษ์ เป็นบริเวณที่มีความดันสูง เมฆตอนบนอยู่ที่ระดับสูงและมีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณข้างเคียง

ดาวพฤหัสปลดปล่อยพลังงานออกสู่จักรวาลมากกว่าที่รับจากดวงอาทิตย์ ภายในดาวพฤหัสมีอุณหภูมิสูง ที่แกนกลางอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 20,000 K ความร้อนนี้ได้จากกระบวนการ Kelvin-Helmholtz ซึ่งเป็นแรงดึงดูดของดาวเคราะห์ ความร้อนของดาวพฤหัสไม่ได้เกิดจากกระบวนการนิวเคลียฟิวชัน (nuclear fussion) เช่นที่เกิดในดวงอาทิตย์ เนื่องจากดาวพฤหัสมีขนาดเล็กเกินไปและความร้อนภายในแกนกลางมีอุณหภูมิต่ำเกินกว่าที่จะจุดระเบิดปฏิกิริยานิวเคลีย ความร้อนภายในดาวอาจเกิดจากการหมุนเวียนภายในชั้นที่เป็นของเหลว และเป็นตัวที่ทำให้เกิดการเคลื่อนที่อย่างซับซ้อนที่สังเกตเห็นได้จากเมฆชั้นบน

ดาวพฤหัสเป็นเพียงดาวกลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ ถ้ามีวัตถุเพิ่มเติมเข้าไป ดาวพฤหัสอาจเกิดการหดตัวเนื่องจากแรงดึงดูด และรัศมีอาจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ดวงดาวสามารถขยายตัวได้เพราะพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นภายในดวงดาว

ดาวพฤหัสมีสนามแม่เหล็กความเข้มสูงกว่าสนามแม่เหล็กโลก magnetosphere ขยายตัวออกไปมากกว่า 650 ล้านกิโลเมตร ดาวบริวารของดาวพฤหัสอยู่ภายใต้ magnetosphere ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายที่ดีกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบน Io

ดาวพฤหัสมีวงแหวนเช่นเดียวกับดาวเสาร์ แต่มีความเลือนลางและขนาดเล็กกว่า สามารถเห็นได้ในรังสีใต้แดงทั้งจากกล้องโทรทรรศน์ที่พื้นโลกและจากยาน Galileo

วงแหวนของดาวพฤหัสค่อนข้างมืด ซึ่งอาจประกอบด้วยเศษหินขนาดเล็ก และไม่พบน้ำแข็ง เหมือนที่พบในวงแหวนของดาวเสาร์

วัตถุที่อยู่ในวงแหวนของดาวพฤหัสอาจไม่อยู่ในวงแหวนนาน เนื่องจากแรงเหวี่ยงที่เกิดจากบรรยากาศและสนามแม่เหล็ก มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าวงแหวนได้วัตถุเพิ่มเติมจากฝุ่นที่เกิดจากอุกาบาตตกชนดาวบริวารวงใน ซึ่งเนื่องจากพลังงานมหาศาลจากแรงดึงดูดขนาดใหญ่ของดาวพฤหัส

บนท้องฟ้าช่วงเวลาค่ำคืน ดาวพฤหัสมักเป็นดาวที่สว่างที่สุดในท้องฟ้า จะเป็นรองก็แต่ดาวศุกร์ แต่เนื่องจากดาวศุกร์เห็นได้ยากในท้องฟ้าที่มืด ดวงจันทร์ Galilean สามารถเห็นได้จากกล้องสองตา แถบต่างๆและจุดแดงยักษ์สามารถเห็นได้จากกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก

ดาวพฤหัสมีดาวบริวาร 16 ดวง มีขนาดใหญ่ 4 ดวงและขนาดเล็ก 12 ดวง

ดาวพฤหัสค่อยๆหมุนช้าลงอันเป็นผลเนื่องจากแรงต่อต้านที่เกิดจากดวงจันทร์ Galilean และแรงดังกล่าวก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวงโคจรของดวงจันทร์เหล่านั้น ทำให้ระยะห่างจากดาวบริวารถึงดาวพฤหัสมากขึ้น